สังคม ผู้คน วัฒนธรรม
บทความพิเศษ งานรำลึกวีรชนภูซาง
อุทิศ สกุลภักดี
18 ธันวาคม 2553 วัดอุทุมพรพิสัย บ้านห้วยเดื่อ ตำบลโนนทัน อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู หัวใจพวกเราพองโตเมื่อได้พบกันอีกครั้งหนึ่ง มันเหมือนกับการย้อนภาพอดีตในปี2519ให้หวนกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม ของ พ.ศ.นั้น พวกเราหนีกระเซอะกระเซิงจากอำนาจเถื่อนของรัฐบาลเผด็จการตัวแทนจักรวรรดินิยมอเมริกา นายทุน ขุนศึกและศักดินา ที่เข่นฆ่าพวกเราในวันที่ 6 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการกวาดล้างขบวนการนักศึกษา ประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรมทั่วประเทศ มันไม่มีที่ใดเหมาะสมไปกว่าเขตการการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ใดที่หนึ่งที่พวกเราจะอยู่และต่อสู้กับอำนาจเถื่อนนี้ต่อไป สุนี ไชยรส(2553) ได้กล่าวถึงพื้นที่แห่งหนึ่งที่นักศึกษาและประชาชนเดินทางเข้ามา เพื่อจับอาวุธร่วมกับพวกเขาต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการไว้ว่า
สถูปภูซาง อยู่ในวัดบ้านห้วยเดื่อ ต.โนนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู เขตงานเอเชีย ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เป็นตำบลด่านหน้าและฐานมวลชนที่เข้มแข็งของเขตงานภูซาง เพราะอยู่ติดถนนราดยางที่เชื่อมงานได้ทั้งเขตขาวและเขตแดง หมู่บ้านนี้เป็นต้นทางเข้าไปอีกสองหมู่บ้านคือ อ่างบูรพาและภูพานคำ ซึ่งอยู่ติดกับภูหินลาดช่อฟ้าแหล่งพำนักของสหายเขตนี้ ก่อนเดินทางข้ามเขา ข้ามทุ่งนา ขึ้นสู่ภูซาง ภูหินลาดช่อฟ้าเป็นสถานที่สวยงามมากกำลังได้รับความสนใจจากหลายฝ่ายให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและแหล่งประวัติศาสตร์ทางการเมือง
ตำบลโนนทัน ได้ต้อนรับนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจากในเมืองตั้งแต่ปี 2508 จากการถูกปราบใหญ่สมัยจอมพลสฤษดิ์ อำนาจเผด็จการเข้ามาปราบปรามชาวบ้านอย่างโหดร้ายทารุณ และเหวี่ยงแห จนผู้คนต้องถอยเข้าไปหัวไร่ปลายนา มีการปะทะและพัฒนาเป็นกองกำลังติดอาวุธ ครอบครัวจำนวนมากเข้าป่าและขยายงานต่อไปจนถึงภูพานน้อยและภูซาง อ.สุวรรณคูหา เขตงานกว้างจากอุดรธานี ไปหนองคาย เลย ขอนแก่น ชัยภูมิ เป็นจุดเชื่อมต่อไปลาว เชื่อมทางเหนือที่เพชรบูรณ์ เชื่อมต่อกับอีสานใต้เขตงานภูพาน ผ่านภูซากราก ที่สำคัญคือเชื่อมกับงานในเมือง
หลัง 6 ตุลา 19 สหายในเมืองและสหายเข้าใหม่ เข้าป่าผ่านตำบลโนนทันหลายร้อยคน และเดินทางขึ้นภูซาง ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 5 วัน ต้องเตรียมจัดเป้ตัวเองให้กระทัดรัดและเบาที่สุด ใส่รองเท้าผ้าใบไม่ได้ ต้องใส่รองเท้าแตะคีบยางยี่ห้อดาวเทียมในยุคนั้น เพื่อไม่ให้เกิดร่องรอยผิดสังเกตจากชาวบ้าน ช่วงนั้นปลายตุลาคมแล้ว แต่ฝนยังตกมาเป็นครั้งคราว เราได้รับคำเตือนว่าช่วงผ่านทุ่งนาจะยากลำบากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ยาวและเราต้องข้ามทุ่งให้พ้นได้ภายในคืนเดียว ไม่เช่นนั้นจะถูกดักตีกลางทางได้ สหายเป็นห่วงตอนจะข้ามทุ่งมากที่สุด เพราะรู้ว่าไม่เคยชินการเดินตามคันนาที่แคบ ลื่นและมืดสนิท ห้ามฉายไฟด้วย
เราเดินจากห้วยเท้าระหว่างบ้านอ่างบูรพากับบ้านภูพานคำ ลัดขึ้นทับโรงแรมเพื่อขึ้นภูหินลาดช่อฟ้าที่แสนสวยงาม บนภูเขาหินซึ่งลาดเป็นแผ่นพื้นต่อเนื่องเป็นโนนบ้าง ถ้ำบ้างนั้น กว้างใหญ่มาก บนลานหินถูกน้ำฝนเซาะตามธรรมชาติมายาวนานจนเป็นช่อเล็กๆเป็นกลุ่มก้อนเป็นระยะๆ เรียกกันว่าช่อฟ้า แซมด้วยดอกไม้ป่าเล็กๆ
แล้วก็มาถึงจุดที่ต้องข้ามทุ่งนาแถวต.นาด่าน อ.สุวรรณคูหา ไปผาโขงผายา เพื่อขึ้นสู่ภูซาง เรารอให้มืดก่อนลงจากภูพานน้อย สหายในเมืองถูกจัดเป็นกลุ่มเล็กๆ เดินตามสหายเก่าเป็นช่วงๆเป็นแถวเรียงยาวไปตามทุ่งนา ให้สังเกตคนอยู่ข้างหน้าที่จะคอยหยุดเตือนให้รู้ว่า ต้องเลี้ยวหรือมีตอไม้ หรือมีช่วงคันนาขาด ตอนเริ่มต้นยังไม่เหน็ดเหนื่อยนัก แม้เราจะลื่นตกลงไปในนาเป็นระยะๆต้องฉุดกันขึ้นมา แต่พอดึกเข้าเรื่อยๆ ตกคันนาบ่อยครั้งขึ้น แรงเริ่มหมดลงขาก้าวแทบไม่ออก
สหายในเมืองปลุกเร้าใจตัวเองด้วยความทรงจำที่เจ็บปวด และความมุ่งมั่นของการตัดสินใจออกมาจากเมือง เราจะมาอ่อนแอและยอมแพ้เพียงแค่ฉากเริ่มต้นเท่านั้นไม่ได้ เหนื่อยเพียงใดก็คอยช่วยกัน และกัดฟันฮึดสู้ พอพ้นทุ่งนาก็สว่างพอดี เดินขึ้นภูซางซึ่งเป็นป่าใหญ่ เป็นป่าไผ่ซึ่งมีทั้งไม้ซาง ไม้ไร่ ไม้ไผ่ป่า ไม่ถึงกับเป็นป่าดงดิบ
วงดนตรีวงโปรดมาอยู่ที่นี่ทั้งคาราวาน โคมฉาย คุรุชน สุรชัย จันทิมาธร – ส.สลวย มงคล อุทก-ส.น้ำ วีระศักดิ์ สุนทรศรี -ส.ระฆัง ทองกราน ทานา- ส.สมพร พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ-ส.ประทีป โคมฉาย มีวินัย ส.ศิลา คมกริช-ส.ภู- วสันต์-ส.ไม้ ส่วนนักร้องหญิงวงคุรุชน ใช้ชื่อส.ทราย
เพลง ถั่งโถมโหมแรงไฟ นกหวีดปฏิวัติ อนุชนภูซาง ธงแดงเหนือภูซาง เมล็ดพืชสีแดง ความแค้นของแม่ …เริ่มแต่งให้เขตภูซาง เวลาเล่นดนตรี ส.ประทีปเป็นโฆษกเอกที่พาสหายหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง
มาถึงเดือนธันวาคมช่วงงานทุ่งศรีเมืองที่อุดร รุ่นสามเข้ามา 100กว่าคนมีนักเรียนจำนวนมาก เป็นรุ่นที่ถูกจับใน 6 ตุลา เป็นส่วนใหญ่ บรรยากาศคึกคักมาก
สหายทั้งในป่าและในบ้านเสียสละจำนวนมาก นับแต่เริ่มการก่อตัวของเขตงานภูซางเท่าที่พวกเรารวบรวมได้ล่าสุดทั้งในป่าและในบ้าน มีสหายเสียสละทั้งหมด 192 คน เป็นสหายในเมือง 20 คน และมีสหายหญิงเสียสละ 20 คนเช่นกัน (เป็นสหายในเมืองสามคน)
สหายทั้งในเมืองและชนบท ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งที่จะจัดตั้งกำลังไปขุดหากระดูกของสหาย งานของเราเป็นผลสำเร็จอย่างงดงามจากการเสียสละกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ของสหายเขตภูซาง รวมทั้งจากสหายทั่วประเทศ ที่สมทบช่วยกันจนบรรลุผลในวันฉลองสถูปภูซาง 25 เมษายน 2541
เราถกกันมากเรื่องสร้างสถูปบรรจุอัฐิ ที่ต้องใช้เงินค่อนข้างสูง ก็เห็นว่าเท่าที่รวบรวมกระดูกและผู้เสียสละในเขตงานนี้เกือบ 200 ศพ ชาวบ้านคนหนึ่งๆยังต้องมีเจดีย์ไว้สำหรับเก็บกระดูก นี่ตั้งเป็นร้อยก็น่าจะมีอนุสรณ์ไว้ให้พ่อแม่ลูกหลานสหายได้มีที่ระลึกถึงลูก แล้วก็อยากให้คงทนถาวรที่สุด …
ส่วนหนึ่งก็เพื่อที่จะบอกพ่อแม่ผู้เสียชีวิต ให้เขาได้ภาคภูมิใจในตัวลูก ว่าพวกเขาเป็นนักต่อสู้ของสังคม สหายรักใคร่เขา พวกเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอย่างที่ถูกกล่าวหา
นัยทางการเมืองของงานนี้ก็คือ สังคมไทยควรได้รับบทเรียนจากอดีต ตั้งคำถามว่าทำไมต้องใช้ความรุนแรง ใช้อาวุธ แล้วทำไม นักเรียนนักศึกษาต้องเข้าป่า แล้วอยู่ได้นานพอสมควร มันต้องมีเหตุผล ที่สำคัญมันเป็นบทเรียนแก่สังคมไทยว่า ต้องยอมรับความแตกต่างทางความคิด ต้องเปิดโอกาสให้คนหลากหลายได้พูด การใช้ข้อหาคอมมิวนิสต์นี่ง่ายไป
เรื่องราวของสหายที่เสียสละประทับอยู่ในความทรงจำของสหายและมวลชนปฏิวัติทุกคน การเสียสละที่ใหญ่หลวงที่สุดคือการเสียสละชีวิต…แม้เราแต่ละคนจะผ่านเรื่องร้ายแรงมากมาย แต่เรายังมีชีวิตอยู่… ขณะที่เส้นทางประชาธิปไตยที่คลี่คลายในสังคม เป็นผลจากการเสียสละของวีรชนจำนวนมหาศาลทั่วประเทศ รวมทั้งสหายของเรา
สถูปภูซาง จึงเป็นอนุสรณ์แห่งความรักความอาลัย ความมุ่งมั่นที่จะสืบทอดเจตนารมณ์แห่งการต่อสู้ของสหาย แสดงถึงอารมณ์รักทางชนชั้นต่อสหายและอุดมการณ์เพื่อคนจนตลอดไป…
ความผูกพันระหว่างกรรมกรชาวนา นักเรียนนักศึกษาปัญญาชน ยังคงสืบสานต่อเนื่องในขอบเขตทั่วประเทศ ในบรรยากาศแห่งการทำบุญทุกปีตามเขตงานต่างๆและการร่วมมือกัน จิตสำนึกที่ตระหนักถึงปัญหาการกดขี่ขูดรีดทางชนชั้นต่อคนจน และการใช้อำนาจเผด็จการอย่างโหดร้าย ยังเตือนย้ำให้มีจิตสำนึกที่จะต้องต่อสู้เพื่อพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยมั่นคงยิ่งขึ้น







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น